ค่าเอนไซม์ตับสูง สัญญาณเตือนตับอักเสบที่ไม่ควรละเลย
ศูนย์ : ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
บทความโดย : นพ. สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์
มนุษย์ออฟฟิศและสายปาร์ตี้ที่ต้องเผชิญกับการดื่มสังสรรค์อย่างหนักหน่วง พักผ่อนน้อย และทานอาหารไขมันสูง ทราบหรือไม่ว่าร่างกายของคุณอาจกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยเงียบผ่าน ค่าเอนไซม์ตับสูง (Elevated liver enzymes) ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดที่บ่งบอกถึงภาวะ ตับอักเสบ หรือเซลล์ตับได้รับความเสียหาย การละเลยไม่เข้ารับการ ตรวจการทำงานของตับ อาจทำให้ตับอักเสบเรื้อรังลุกลามกลายเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ในอนาคต ดังนั้น การหมั่นเช็กความผิดปกติและปรับพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องสุขภาพตับของคุณให้แข็งแรงในระยะยาว
สารบัญ
- ทำความรู้จัก "ค่าเอนไซม์ตับ" คืออะไร? ยิ่งสูงยิ่งอันตรายจริงไหม
- 6 อาการเตือนภาวะตับอักเสบที่มักมาคู่กับค่าเอนไซม์ตับสูง
- ตัวการร้ายทำลายตับ สาเหตุที่ทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูง
- เช็กด่วน! ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่มีค่าตับสูงผิดปกติ
- ทำไมต้องตรวจการทำงานของตับ
- คู่มือการดูแลตัวเองและปรับไลฟ์สไตล์เพื่อลดค่าเอนไซม์ตับ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเอนไซม์ตับ
- ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทำความรู้จัก "ค่าเอนไซม์ตับ" คืออะไร? ยิ่งสูงยิ่งอันตรายจริงไหม
เอนไซม์ตับ คือ โปรตีนชนิดพิเศษที่ผลิตขึ้นโดยเซลล์ตับ เพื่อทำหน้าที่ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหาร ย่อยสลายไขมัน และล้างพิษสารอันตรายต่าง ๆ รวมถึงแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไปเมื่อมีการเจาะเลือดเพื่อ ตรวจการทำงานของตับ แพทย์จะมุ่งเน้นดูค่าเอนไซม์หลัก 2 ชนิด ได้แก่
- ALT (Alanine Transaminase) หรือ SGPT เป็นเอนไซม์ที่พบได้มากที่สุดในเซลล์ตับ มีความจำเพาะเจาะจงสูงต่อความเสียหายของตับ หากเซลล์ตับอักเสบหรือบาดเจ็บ เอนไซม์ตัวนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดทันที
- AST (Aspartate Transaminase) หรือ SGOT เป็นเอนไซม์ที่พบได้ทั้งในตับ หัวใจ กล้ามเนื้อ และไต การที่พบค่า AST สูง อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของตับหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ ร่วมด้วย
เกณฑ์ความผิดปกติที่คุณต้องรู้ หากผลตรวจเลือดพบว่ามี ค่าเอนไซม์ตับสูง เกินกว่า 40 U/L ขึ้นไป นั่นแปลว่าคุณเริ่มมีภาวะ ตับอักเสบ แล้ว ยิ่งตัวเลขสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนว่าเซลล์ตับกำลังเกิดการอักเสบและถูกทำลายมากเท่านั้น
6 อาการเตือนภาวะตับอักเสบที่มักมาคู่กับค่าเอนไซม์ตับสูง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของโรคตับคือ ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ ให้เห็นอย่างเด่นชัด กว่าจะรู้ตัวว่าตับมีปัญหาก็อาจเสียหายไปมากกว่าครึ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม หากคุณมีพฤติกรรมดื่มหนักและพบ ค่าเอนไซม์ตับสูง ควรสังเกตอาการผิดปกติดังต่อไปนี้
- อ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยล้า ไร้เรี่ยวแรง แม้จะพักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งเกิดจากระบบเผาผลาญและการล้างพิษของตับทำงานผิดปกติ
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) เกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบินในร่างกาย เนื่องจากตับไม่สามารถขับสารพิษออกได้ตามปกติ
- ปวดท้องขวาบน จุกแน่น หรือเจ็บแปลบ บริเวณใต้ชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งของตับ
- ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มคล้ายน้ำชา แม้จะดื่มน้ำในปริมาณมากแล้วก็ตาม
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด รู้สึกไม่อยากอาหาร ทานได้น้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ
- ตัวบวม ท้องบวม มีการกักเก็บน้ำและของเหลวบริเวณช่องท้อง (ท้องมาน) หรือมีอาการขาบวมเนื่องจากตับผลิตโปรตีนอัลบูมินได้ลดลง
ตัวการร้ายทำลายตับ สาเหตุที่ทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูง
สำหรับสายปาร์ตี้และคนวัยทำงาน ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิด ค่าเอนไซม์ตับสูง และนำไปสู่ภาวะ ตับอักเสบ มีอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งบางพฤติกรรมอาจเป็นสิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว ได้แก่
- การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน การดื่มหนักสะสมจะทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ เซลล์ตับอักเสบ และกลายเป็นโรคตับแข็งในที่สุด
- ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ใช่จากแอลกอฮอล์ (MAFLD-Metabolic dysfunction-associated fatty liver disease) เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารหวาน มัน ทอด และขาดการออกกำลังกาย จนทำให้เกิดโรคอ้วนและมีไขมันไปสะสมที่ตับ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรัง
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสายพันธุ์ เอ, บี, ซี หรือ อี เข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยตรง ทำให้เกิดภาวะ ตับอักเสบ เฉียบพลันหรือเรื้อรัง และส่งผลให้ ค่าเอนไซม์ตับสูง ขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลข้างเคียงทำให้ตับทำงานหนักและเกิดความเสียหายได้
- โรคนิ่วในถุงน้ำดีสามารถอุดตันท่อน้ำดี จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและเพิ่มระดับเอนไซม์
เช็กด่วน! ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่มีค่าตับสูงผิดปกติ
หากคุณมีคุณสมบัติตรงกับข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ คุณคือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะ ค่าเอนไซม์ตับสูง และโรคตับอักเสบ ได้แก่
- ผู้ที่ชอบปาร์ตี้ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมาก หรือขาดการควบคุม
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคตับ หรือมะเร็งตับ
- ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาประจำ ยาแก้ปวด หรืออาหารเสริมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ผู้ที่เคยได้รับเลือด สารคัดหลั่ง หรือน้ำเหลืองในอดีต ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ หรือมีพฤติกรรมสูบบุหรี่
ทำไมต้องตรวจการทำงานของตับ
การเจาะเลือดเพื่อ ตรวจการทำงานของตับ หรือ Liver function เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้เราล่วงรู้ความผิดปกติของตับได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่อาการจะรุนแรง การตรวจนี้ไม่เพียงแต่วัดค่าเอนไซม์ AST และ ALT เท่านั้น แต่ยังช่วยประเมินสารอื่น ๆ เช่น บิลิรูบิน (Bilirubin) และอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการกรองของเสียและการสังเคราะห์โปรตีนของตับอย่างละเอียด
สำหรับสายปาร์ตี้และคนวัยทำงาน การเลือกโปรแกรมตรวจตับเข้าไปในการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงอย่างตับแข็งและมะเร็งตับ และหากคุณเป็นผู้ที่ดื่มหนัก ปาร์ตี้บ่อย หรือมีอาการเข้าข่ายตับอักเสบ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและเลือกรับบริการตรวจการทำงานของตับและคัดกรองความเสี่ยงโรคตับอักเสบเพื่อเช็กสุขภาพตับของคุณ
คู่มือการดูแลตัวเองและปรับไลฟ์สไตล์เพื่อลดค่าเอนไซม์ตับ
การเจาะเลือดเพื่อ ตรวจการทำงานของตับ หรือ Liver function เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้เราล่วงรู้ความผิดปกติของตับได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่อาการจะรุนแรง การตรวจนี้ไม่เพียงแต่วัดค่าเอนไซม์ AST และ ALT เท่านั้น แต่ยังช่วยประเมินสารอื่น ๆ เช่น บิลิรูบิน (Bilirubin) และอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการกรองของเสียและการสังเคราะห์โปรตีนของตับอย่างละเอียด
สำหรับสายปาร์ตี้และคนวัยทำงาน การเลือกโปรแกรมตรวจตับเข้าไปในการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงอย่างตับแข็งและมะเร็งตับ และหากคุณเป็นผู้ที่ดื่มหนัก ปาร์ตี้บ่อย หรือมีอาการเข้าข่ายตับอักเสบ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและเลือกรับบริการตรวจการทำงานของตับและคัดกรองความเสี่ยงโรคตับอักเสบเพื่อเช็กสุขภาพตับของคุณ
- งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ลดการทานอาหารไขมันสูง อาหารรสจัด และของหวาน เพื่อป้องกันภาวะไขมันเกาะตับ
- หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาหรือสมุนไพร เพื่อหลีกเลี่ยงยาที่มีพิษต่อตับ
- ฉีดวัคซีนป้องกัน ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
- ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เข็มฉีดยา มีดโกน หรือของมีคมที่อาจปนเปื้อนเลือด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเอนไซม์ตับ
1:ค่าเอนไซม์ตับสูงเท่าไหร่ถึงเข้าขั้นอันตราย?
ตอบ: โดยปกติหากค่า AST และ ALT สูงเกินกว่า 40 U/L จะเริ่มถือว่ามีภาวะตับอักเสบ แต่หากค่าพุ่งสูงไปถึงหลักร้อยหรือหลักพัน จะถือว่าเป็นภาวะตับอักเสบเฉียบพลันอันตราย ควรรีบพบแพทย์ทันที
2:ถ้าค่าเอนไซม์ตับสูง แต่ร่างกายไม่มีอาการปกติได้หรือไม่?
ตอบ: เป็นเรื่องปกติมาก เพราะโรคตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใด ๆ การตรวจเจอค่าตับสูงจากการเจาะเลือดจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าที่ดีที่สุดก่อนตับจะเสียหายรุนแรง
3:การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นได้อย่างไร?
ตอบ: แอลกอฮอล์จะเปลี่ยนเป็นสารพิษในตับ ทำให้เซลล์ตับถูกทำลายและเกิดการอักเสบ เมื่อเซลล์ตับบาดเจ็บก็จะปล่อยเอนไซม์ AST และ ALT ออกมาสู่กระแสเลือดในปริมาณมาก
4:หากตรวจพบค่าเอนไซม์ตับสูง สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ไหม?
ตอบ: สามารถกลับมาเป็นปกติได้ หากตรวจพบเร็วและรีบแก้ไขที่ต้นเหตุ เช่น การงดดื่มแอลกอฮอล์ ลดน้ำหนัก หรือหยุดยาที่ส่งผลกระทบต่อตับ เซลล์ตับจะสามารถฟื้นฟูกลับมาดีขึ้นได้
5:ควรเข้ารับการตรวจการทำงานของตับบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: สำหรับบุคคลทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง เช่น สายปาร์ตี้หรือผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ผลตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test) เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินว่าสุขภาพตับของเรายังอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติ แพทย์จะสามารถค้นหาสาเหตุและวางแผนรักษาที่ต้นเหตุของภาวะค่าตับสูงได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีที่รวมการตรวจการทำงานของตับจึงมีความสำคัญไม่แพ้การตรวจอวัยวะสำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น อาจช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคตับร้ายแรงบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นพ.สมบุญ รุ่งจิรธนานนท์
อายุรศาสตร์,อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
